ผุดเทอร์มินอลลอยฟ้า "สนามบินเชียงใหม่" "บิ๊กจิน" ปั้นฮับการบิน-ท่องเที่ยวภาคเหนือ

การคมนาคมขนส่งกับการท่องเที่ยวเกี่ยวพันกันอย่างไร "บิ๊กจิน-พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง" เจ้ากระทรวงคมนาคม ฉายภาพของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือให้เห็น โดยเฉพาะ "เชียงใหม่" พื้นที่ไข่แดงของภูมิภาคนี้ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติให้กลับมาเยือนอย่างไม่ขาดสายแต่ละปี

ปรับโครงสร้างคมนาคมภาคเหนือ

"บิ๊กจิน"มองว่าประเทศไทยถือว่าอยู่ตำแหน่งมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงยุโรปและอเมริกา จึงเป็นที่สนใจของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก

โฟกัสเฉพาะ "ภาคเหนือตอนบน" หรือกลุ่มล้านนา มีพื้นที่มีภูมิศาสตร์เป็นป่าเขาที่สวยงามและมีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญมาก ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง แพร่ ล้วนเป็นสิ่งที่ประทับใจทั้งชาวไทยและต่างชาติ

แต่ด้วยประชากรและนักท่องเที่ยวที่เติบโตมาก ถึงเวลาแล้วจะปรับโครงสร้างการคมนาคมขนส่งภาคเหนือให้เชื่อมโยงกับ 4 ภูมิภาคสะดวกและรวดเร็ว และเชื่อมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าพม่า ลาว เวียดนาม จีน เพื่อข้ามไปยังอินเดียได้ 

"ถ้าจะเทียบเส้นทางคมนาคมขนส่ง ทางบกจะเห็นภาพชัด ทางอากาศมีสนามบินเชียงใหม่และเชียงรายที่คนใช้มากที่สุด ทางรถไฟค่อนข้างจะคลาสสิก แม้จะเกิดมาแล้ว 118 ปี จะทำไงถึงจะโมเดิร์นไนซ์ได้ เป็นสิ่งที่จะทำต่อไป" 

สำหรับเชียงใหม่ "ประจิน" มองว่า เทียบกับกรุงเทพฯและภูเก็ตถือว่าเชียงใหม่ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีก แม้เป็นเมืองใหญ่มีประชากร 1.7 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวปีละ 8 ล้านคน เพราะมีพื้นที่คาบเกี่ยวกับจังหวัดใกล้เคียง ไม่ว่าแม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำปาง พะเยา แต่ต้องรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิม ภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว 

"อย่างกรณีการใช้โคมลอย เป็นประเพณีสืบสานวัฒนธรรม ต้องจำกัดขนาดและความยาวที่จะปล่อยขึ้นไป เพราะกระทบต่อเรื่องการบิน ก่อเหตุเพลิงไหม้ ก็ต้องเตรียมการและปรับให้ไปด้วยกันได้กับยุคปัจจุบัน รวมถึงภัยแล้ง หมอกควัน ขยะ ปัญหาจราจร จะบูรณาการยังไงให้ไปด้วยกันได้ระหว่างวัฒนธรรมกับคมนาคมขนส่ง" 

เน้นทางรถไฟ-สนามบิน

สำหรับบทบาทของกระทรวงคมนาคมจะสนับสนุนจังหวัดเชียงใหม่รองรับการท่องเที่ยวได้นอกจากมีโครงข่ายถนนหลักถนนรอง และถนนท้องถิ่น ที่เชื่อมโยงเข้าถึงเชียงใหม่และจังหวัดภาคเหนือค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ที่จะเน้นมี 2 ประเด็นคือทางรางและทางอากาศ ในส่วนทางรถไฟ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ใช้เวลาเดินทาง 11 ชม. เพราะรถวิ่งความเร็วเฉลี่ย 50-60 กม./ชม. ช่วงรอหลีกและเข้าสถานีใช้เวลาถึง 13 ชม.ครึ่ง ซึ่งสวนทางกับความเจริญที่มากขึ้น 

เหตุผลที่ช้า คือ 1.เส้นทางเป็นป่าเขา หุบเหว ต้องชะลอความเร็วเข้าจอดสถานีและทุกจุดที่อันตราย และ 2.รางใช้มานานเริ่มขยับ ทำให้วิ่งเร็วไม่ได้ กลายเป็นถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง 

"ถึงเวลาที่รถไฟจะต้องเปลี่ยนแปลง จากหัวรถจักรไอน้ำเป็นดีเซล และไปสู่หัวรถจักรไฟฟ้าในอนาคต เมื่อมีทางคู่เพิ่ม ทำให้ความเร็วเพิ่มเป็น 80-100 กม./ชม. รถสินค้า 80 กม./ชม. ผู้โดยสาร 100 กม./ชม. ทำให้การเดินทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 600-700 กม. เหลือ 10 ชม." 

นั่งซินคันเซ็น "กทม.-เชียงใหม่" 

สำหรับรถไฟระบบใหม่ "บิ๊กจิน" กล่าวว่า ล่าสุดญี่ปุ่นสนใจอย่างจริงจังจะลงทุนโครงการรถไฟ 2 เส้นทาง คือ 1.พุน้ำร้อน-กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-สระแก้ว และกรุงเทพฯ-แหลมฉบัง เป็นเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกตอนล่าง มีเขตอุตสาหกรรมตลอดแนว โดยเฉพาะแหลมฉบังและเส้นทางจากกรุงเทพไปสระแก้ว ที่เป็นฐานการลงทุนของญี่ปุ่น

 

จึงเห็นประโยชน์ขนส่งสินค้าของญี่ปุ่นข้ามจากตะวันตกไปตะวันออกข้ามจากส่วนกลางมาแหลมฉบังหรือแหลมฉบังขึ้นมาที่ส่วนกลางและไปต่อยังภูมิภาคในอนาคตเมื่อท่าเรือน้ำลึกทวายในพม่าเสร็จ จะต่อเชื่อมจากชายแดนพุน้ำร้อน-ทวาย ระยะทาง 132 กม. ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในเรื่องการเดินทาง ขนส่งสินค้า เศรษฐกิจและสังคมที่จะดีขึ้น 

2.กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ญี่ปุ่นเสนอว่าด้วยเทคโนโลยี ประสบการณ์และศักยภาพจะลงทุนเป็นไฮสปีดเทรน ความเร็ว 200-250 กม./ชม. จะพัฒนาร่วมกับรัฐบาลไทย จะเซ็น MOU เดือน พ.ค.นี้ หลังเจรจากันมายาวนาน ปลายปีนี้จะเริ่มสำรวจเส้นทาง เริ่มสร้างปลายปี 2559 แล้วเสร็จปี 2563 

บูมท่องเที่ยว-การค้า-ลงทุน

"ญี่ปุ่นเห็นว่ากรุงเทพฯ-เชียงใหม่มีศักยภาพ คนเดินทางเยอะ มีนักท่องเที่ยว มีแหล่งดึงดูดการเดินทางได้มาก มีแหล่งลงทุนเศรษฐกิจ มั่นใจว่าจะตอบสนองความต้องการประชาชนในประเทศและต่างประเทศได้ เรากำลังพิจารณาข้อเสนอนี้ ค่อนข้างเป็นทางบวกว่าเป็นไฮสปีดเทรนค่อนข้างสูง"

บิ๊กคมนาคมคาดหวังว่า ทำให้การเดินทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จาก 13 ชม.ครึ่ง เหลือ 3-5 ชม. อยู่ที่ระดับความเร็ว ซึ่งจะเกิดขึ้นแน่นอนภายใต้นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน รวมถึงเส้นรุงเทพฯ-หนองคาย-สระบุรี-มาบตาพุด หรือกรุงเทพ-ปาดังเบซาร์ จะเกิดขึ้นแน่ปี 2558-2560 ทั้งรูปแบบรถไฟความเร็วปานกลาง 180 กม./ชม. และรถไฟความเร็วสูง 200-250 กม./ชม. 

"ช่วงต้นขบวนรถไฮสปีดเทรนจะออกแบบขนส่งสินค้ามีมูลค่าสูง แต่วอลุ่มไม่มากติดไปกับขบวนรถผู้โดยสาร อนาคตจะแยกขบวนขนสินค้าโดยเฉพาะ แต่ความเร็วจะลดลงอยู่ที่ 150 กม./ชม. เทียบกับปัจจุบันรถสินค้าวิ่ง 38 กม./ชม. ต่างกัน 5 เท่า" 

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการก่อสร้างทางรถไฟ คือ ความเจริญตลอดเส้นทาง มีการปรับปรุงแต่ละสถานีรองรับการพัฒนาและการบริการที่จะเกิดใหม่ ทั้งเรื่องของศูนย์กระจายสินค้า จะเกิด Connectivity เชื่อมโยงเส้นทางต่าง ๆ เพื่อเข้าและออกจากสถานีรถไฟ และศูนย์กระจายสินค้า 

"ทำนองเดียวกันเมื่อการเชื่อมโยงสะดวก จะเกิดชุมชนเมืองใหม่ เศรษฐกิจครัวเรือน ความเป็นอยู่จะดีขึ้น แทนที่จะแออัดในชุมชน จะกระจายออกมานอกเมือง"

พัฒนาสนามบินเชียงใหม่แนวตั้ง 

ด้านการขนส่งทางอากาศ "ประจิน" ย้ำว่าสนามบินเชียงใหม่ปัจจุบันแน่นมาก ใกล้เต็มความจุ 8 ล้านคน/ปี จำเป็นต้องขยายลานจอดอีก 8 หลุมจอด รวมกับของเดิมเป็นกว่า 20 หลุมจอด เพื่อเพิ่มการเข้าออกเครื่องบิน และเปิดบริการได้ 24 ชม.

 

ในส่วนของเทอร์มินอล (อาคารผู้โดยสาร)ต้องขยายแน่นอน จะสร้างอาคารหลังใหม่ด้านข้างสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ รองรับผู้โดยสาร 4 ล้านคน/ปี พร้อมปรับปรุงอาคารเดิมสำหรับผู้โดยสารในประเทศ จะรองรับผู้โดยสารได้ 9 ล้านคน/ปี ทำให้อีก 5 ปีข้างหน้าหรือปลายปี 2562 จะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 12.5 ล้านคน/ปี 

นอกจากนี้ "ประจิน" บอกว่า สั่งให้ บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. สร้างเทอร์มินอลลอยฟ้าอยู่ด้านบนอาคารหลังใหม่คร่อมกับอาคารจอดรถใหม่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย เมื่อรวมพื้นที่เทอร์มินอลเดิม หลังใหม่และด้านบนอาคารจอดรถ จะรองรับผู้โดยสารอีก 8 ล้านคน/ปี รวมกันจะรองรับได้ถึง 20 ล้านคน/ปี ภายใน 5 ปีนี้ 

"ตอนนี้จะยังไม่สร้างสนามบินแห่งที่ 2 ใช้ของมีอยู่ในมือให้สมบูรณ์ จะปรับการพัฒนาจากแนวราบเป็นแนวตั้ง ให้ ทอท.เร่ง ออกแบบก่อสร้างและหาเงินลงทุน เพราะสนามบินกว่าจะสร้างเสร็จใช้เวลา 4-5 ปี ไม่ทันผู้โดยสารที่เพิ่ม" บิ๊กจินย้ำ 

ผุดที่จอดรถใต้ดิน-บนดิน

ด้านปัญหาที่จอดรถ ปัจจุบันจอดได้ 700-800 คัน มี 2 แนวคิดคือ 1.สร้างอาคารใหม่ฝั่งตรงข้าม สูง 7 ชั้น จุได้ 2,500 คัน จะเริ่มปี 2559 เสร็จกลางปี 2560 และ 2.สร้างลานจอดรถใต้ดิน 500 คัน และทำอุโมงค์เชื่อมกับเทอร์มินอล มีรถราง (Tram) หรือรถชัตเติลบัสมารับส่ง

 

อีกทั้งมีแนวคิดให้สร้างอุโมงค์ใต้ดินจากกองบิน 41 มายังสนามบิน ประมาณ 2 กม. เพิ่มการเข้า-ออกมีรถแทรมมาวิ่งให้บริการ แทนการขยายถนนเดิมให้เป็น 4 เลน เพราะจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ของกองทัพอากาศ

เร่งแก้วิกฤตการจราจร 

สำหรับวิกฤตการจราจรเชียงใหม่ "บิ๊กจิน" บอกว่า จะใช้โมเดลเดียวกันกรุงเทพฯ ภูเก็ต โคราช พิษณุโลก ขอนแก่น เช่น รถราง (Tram) จะเป็นใต้ดินหรือบนดิน รถบีอาร์ที สำหรับพื้นที่ในเขตเมือง 

"เชียงใหม่ต้องเพิ่มบริการขนส่งมวลชนรูปแบบใหม่ ถึงเวลาต้องเลือกแล้วเป็นแบบไหน ปีหน้าจะเริ่มได้ อยากให้ท้องถิ่นไม่ว่าจังหวัด หรือพิงคนครเป็นเจ้าภาพหลัก คมนาคมจะเป็นกำลังหนุน" 

ขณะที่การเชื่อมตัวเมืองจำเป็นต้องมีวงแหวนรอบนอกที่ 4 อาจจะไม่เต็มโครงข่ายทั้งวง สร้างเฉพาะด้านที่จำเป็นก่อน จะใช้วิธีให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เข้ามาช่วยสร้างทางด่วนให้ เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทาง

เข้าดูได้โดยบุคคลทั่วไป