ปลูกต้นไม้คืนสู่ ป่าขุนช่างเคี่ยนหนุนให้ชาวบ้านปลูกกาแฟ-ลิ้นจี่เป็นแหล่งเที่ยวฯ

ฟื้นป่า copy
ขุนช่างเคี่ยน……..คืนผืนป่าล๊อตแรกขุนช่างเคี่ยนเริ่มปลูกต้นไม้ทดแทน ชาวบ้านบุกรุกกว่า 300 ราย ตกลงขอคือได้แค่ 70 รายที่เหลือตั้งลุยต่อ อบต.ช้างเผือกเตรียมดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มตัว เพื่อลดการรุกผืนป่าเพิ่มเติม หวังให้การปลูกกาแฟลิ้นจี่เป็นอาชีพรอง ให้การท่องเที่ยวเป็นอาชีพหลัก ย้ำชัดฤดูกาลท่องเที่ยวหน้าที่จะถึงเตรียมตัวเต็มร้อยที่จะโปรโมทเอานักท่องเที่ยวเข้าหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยนให้มากที่บ้านขุนช่างเคี่ยน ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ นายประจวบ กันธิยะ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมฟื้นฟูป่าตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อเฉลิมพระเกียรติ 83 พรรษา มหาราชินี ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีนายวิรัตน์ ยั่งยืนกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลช้างเผือก รายงานความเป็นมาของโครงการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญในการจะจิตสำนึกให้ประชาชนในพื้นทีได้ตระหนักถึงความสำคัญของผืนป่า มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและป่าไม้ อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูสภาพป่า สร้างความชุ่มชื้นให้ผืนป่า ผืนดินบริเวณโดยรองนายวิรัตน์ ยั่งยืนกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนี้สืบเนื่องจากการที่ อบต.ช้างเผือกร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถฯ เรื่องการปลูกป่าในใจคน อีกประเด็นเป็นการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการทวงคืนป่า ซึ่งบ้านขุนช่างเคี่ยนนั้นมีพื้นที่ป่าที่ต้องดำเนินการทวงคืนประมาณ 300 กว่าราย ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วราว 70 กว่าราย ส่วนที่เหลือก็ต้องดำเนินการต่อไป“ผืนป่าที่บุกรุกชาวบ้านใช้ปลูกกาแฟ กับลิ้นจี่เป็นหลัก ซึ่งเมื่อได้คืนมาแล้ว ทางอุทยานแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ทำการรื้ออาสินต่างๆ ในพื้นที่ป่านั้นแล้ว ก็จะมีการฟื้นฟูปลูกป่าในพื้นที่ที่ทวงคืนมาได้ ซึ่งโครงการนี้ในส่วนของชาวบ้านในพื้นที่มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เนื่องจากบางรายเข้าไปจับจองทำกินมาหลายปี แต่สิ่งไหนที่ไม่ถูกกฎหมายก็ต้องดำเนินกาให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งชาวบ้านเองก็มีการบุกรุกจริง มีการขยายพื้นที่เข้าไปในพื้นที่ป่าไม่เป็นไปตามมติ ครม. 30 มิ.ย.41 ประชาชนในพื้นที่ยังมีการขยายรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่อง” นายก อบต.ช้างเผือก กล่าว“ประชาชนที่นี่ส่วนใหญ่มีอาชีพสำคัญคือการปลูกกาแฟและลิ้นจี่ แต่เนื่องจากความไม่พอเพียงจึงมีการขยายพื้นที่จากแปลงเดิมที่ทำกินตามมติ ครม. 2541 เพิ่มเข้าไปในผืนป่า ซึ่งทั้ง 70 กว่ารายนั้นมีพื้นที่ทำกินอยู่แล้วแต่ไม่พอ มีการขยายเพิ่ม ซึ่งเมื่อมีการทวงคืนผืนป่ามาแล้ว ทาง อบต.ช้างเผือกเองมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวแทนการเกษตร ซึ่งขุนช่างเคี่ยนเองมีดอกนางพญาเสือโคร่งเป็นสิ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็จะเปลี่ยนให้การทำการเกษตรเป็นอาชีพรอง และปรับยกให้การท่องเที่ยวกลับกลายเป็นอาชีพหลัก จึงจะไม่กระทบกับการบุกรุกผืนป่าอีก ซึ่งโครงการส่งเสริมให้ขุนช่างเคี่ยนเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวนั้น ทาง อบต.ช้างเผือกได้ดำเนินการมาแล้ว 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวมีเข้ามาขุ่นช่างเคี่ยนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” “นอกจากนี้ยังจะมีการส่งเสริมให้มีการปลูกสตอเบอรี่ การผลิตงานหัตถกรรม รวมทั้งการแสดงต่างๆ มีการฝึกให้กลายเป็นการสร้างรายได้ให้ราษฎรในบ้านขุ่นช่างเคี่ยน ซึ่งคาดว่าฤดูกาลท่องเที่ยวหน้าที่จะมาถึงนี้จะมีการประชาสัมพันธ์ โปรโมท บ้านขุ่นช่างเคี่ยนให้มากกว่าเดิม เพื่อให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเพิ่มขึ้นมากกว่าเดินอันจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้มีการเตรียมการรับมือนักท่องเที่ยวที่จะมีเพิ่มไว้ด้วย” นายวิรัตน์ ยั่งยืนกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ กล่าว

เข้าดูได้โดยบุคคลทั่วไป